ประเพณีถือศีลกินผักที่ภูเก็ต
ประเพณีถือศีลกินผักที่ภูเก็ต เป็นที่รู้จักของชาวไทยและต่างชาติ ความยิ่งใหญ่ในช่วงชีวิตหนึ่ง ที่คงไม่มีใครอยากพลาดการทำบุญชีวิต สำหรับลูกหลานชาวภูเก็ตการรับประทานผักเพียง 3-9 วัน ถือว่าเป็นการสร้างบุญชีวิตที่สืบทอดกันมานับชั่วอายุคน
การถือศีลกินผักเริ่มจากสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยชาวในทู (กะทู้) ซึ่งมีแหล่งแร่ดีบุก ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาขุดแร่เป็นจำนวนมาก สมัยนั้นพื้นที่ยังเป็นป่าทึบ มีไข้ป่า และภัยอันตรายต่างๆ แต่ผู้คนกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจากมีแร่ที่อุดมสมบรูณ์ จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก
คนจีนในสมัยนั้นมีความเชื่อ ความศรัทธา ในเรื่องของเทพเจ้าประจำตระกูล หรือเทพเจ้าประจำหมู่บ้าน เช่น เทพยดาฟ้าดิน บรรพบุรุษ และ เซียนต่างๆ มาก่อนแล้ว เมื่อมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้น จะมีการอัญเชิญเทพเจ้า ที่ตนนับถือมาคุ้มครอง เพื่อให้พวกพ้องอยู่เย็นเป็นสุข โดยความเชื่อนี้ยังคงยึดถือจนตราบเท่าทุกวันนี้
ประเพณีถือศีลกินผักเริ่มจากคณะงิ้วจากเมืองจีน ได้เดินทางมาเปิดการแสดงที่กะทู้ และเกิดการเจ็บป่วย ทำให้คณะงิ้วนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ได้ประกอบพิธีเจี๊ยฉ่าย (กินผัก) จึงได้ประกอบพิธีกินผักที่โรงงิ้ว เพื่อขอขมาลาโทษ ต่อมาโรคภัยไข้เจ็บก็หายไปจากชาวกะทู้ คณะงิ้วจึงได้แนะนำชาวกะทู้ให้อัญเชิญเทพเจ้ามาสักการบูชา เพื่อปกป้องตัวเองพร้อมทั้งกินผักซึ่งแล้วแต่จะปฏิบัติ ไม่จำเป็นต้อง 9 วันขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
ในช่วงที่กินผัก โรคภัยต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลง จนสร้างความเชื่อและความศรัทธาเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่ชาวจีนประกอบพิธีกรรม มีท่านผู้รู้ได้เห็นการประกอบพิธีกินผัก และแนะนำว่าไม่ถูกต้องตามแบบฉบับของมณฑลกังไส จึงอาสาเดินทางไปประเทศจีน เพื่ออัญเชิญธูปไฟ โดยชาวจีนในกะทู้ได้รวบรวมทุนทรัพย์ในการเดินทาง หลังจากนั้นประมาณ 2-3 ปี ท่านผู้รู้ก็ได้เดินทางกลับมาพร้อมผงธูปและประกอบพิธีในวันรุ่งขึ้น พร้อมทั้งนำบทสวดมนต์ คัมภีร์ ตำราต่างๆ ทั้งป้ายชื่อ และติดป้าย หน้าอ๊ามฉ้ายตึ้ง
ความประทับจำเมื่อได้เข้าร่วมงานประเพณีกินผักที่ภูเก็ต ชาวภูเก็ตนับจากเด็ก ตัวเล็กๆ จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ ช่วงเวลา 9 วันที่เราได้พบเห็นทุกคนทั่วทั้งเมืองภูเก็ต พร้อมใจกันแต่งชุดชาว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ความเชื่อและความศรัทธา ร้านอาหารในภูเก็ต แทบจะเปลี่ยนเป็นร้านอาหารเจ เพื่อรองรับชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวให้เข้ามามีส่วนร่วม กับความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต อีกทั้งขบวนพิธีแห่พระ ของศาลเจ้าต่างๆ สร้างความเลื่อมใสให้ผู้พบเห็น
ตลอดสองข้างทางจะเห็นชาวภูเก็ต พร้อมกันมายืนตามเส้นทาง พร้อมตั้งของไหว้ไว้ตลอดทาง เมื่อพระเดินผ่านหน้าบ้านหรือร้าน ก็จะนำน้ำชาหรือผลไม้มอบให้พระ หากโชคดีพระก็จะมอบผลไม้กลับมาให้ เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทั้งเมืองภูเก็ต จะได้ยินเสียงประทัดดังตลอดเวลา ยิ่งเสียงดังมากก็จะทำให้เทวดาบนสวรรค์ได้ยิน และเป็นการเสริมความเป็นมงคลให้กับชีวิต วันสุดท้ายของการสิ้นสุดพิธีส่งองค์กิ๊วฮ๋องไต่เต่ (ผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้า) จะมีการแห่ไปตามเส้นทาง โดยส่วนใหญ่ศาลเจ้าต่างๆ จะไปสิ้นสุดพิธี ที่สะพานหินเป็นที่สุดท้าย
ประเพณีกินผักเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานกว่าร้อยปี เพราะความศรัทธาของผู้คนทำให้ภูเก็ตเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ลองมาส่งพระวันสุดท้าย แล้วจะเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของประเพณีกินผัก ที่ภูเก็ต