|
Posted 30th September 2011, by admin, and filed under Uncategorized
The Street Procession of Phuket Vegetarian Festival This is the most spectacular event of the Vegetarian Festival or the Nine Emperor Gods Festival., which became iconic of the festival as a whole. The processions offer an opportunity for the householders and the general public along the streets to receive the blessings of the gods possessing the spirit mediums. The inhabitants set up altar in front of their houses, decorated with Chinese embroideries table apron (Tok Ui), placing on them lit candles and incense sticks , flowers, fruit, sweets and tea. The processions are usually preceded by a vehicle of the shrine association followed by school children carrying banner with the name of the shrine, flags and banners “with the gods’ or goddesses’ names in Chinese characters”. These are followed by several Chinese percussion bands of floats or motorcycles. Sedan chairs (Tai Pian)with the gods’ are carried in the center of the processions with position orderly in the celestial hierarchy. After by Niu Sew (ceremonial umbrella “Traditional Chinese”) in front of The carrying of the Nine Emperor Gods (Kiu Ong) incense urn is considered a great honor and it is carried by the priest’s assistant (Lor Chu) or censer-master, and tightly held under the Kiu Ong. The explosion of firecrackers over the palanquin (Tua Lian)of the Nine Emperor Gods reaches a climax |
|
Posted 28th September 2011, by admin, and filed under Eco Travel in Phuket, Event & Calendar Phuket, Event Update, News Update, Phuket E-Magazine, Tourism Authority of Thailand, Tourist attractions in Phuket
SAVE THE NATURE@PHUKET DURING OCTOBER 28-30,2011 AT PHUKET AQUARIUM ททท. จัดโครงการหัวใจอนุรักษ์@ภูเก็ตที่อควาเรียมภูเก็ต หวังกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ตร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน และสมาคมดำน้ำทีดีเอแห่งประเทศไทย จัดโครงการหัวใจอนุรักษ์@ภูเก็ตระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2554 เวลา 11.00-18.00 น. ณ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจังหวัดภูเก็ต แหลมพันวา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเกิดจิตสำนึกในการรักษาแหล่งท่องเที่ยวและดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวในรูปแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวหัวใจอนุรักษ์ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น สำหรับกิจกรรมออกบูธเสนอขายแพคเกจนำเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จัดขึ้นที่อควาเรียมภูเก็ตตลอด 28-30 ตุลาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 11.00-18.00 น. เริ่มตั้งแต่ 28 ต.ค. 54 จัดกิจกรรมสัมมนาฟรีในหัวข้อ “การท่องเที่ยวทางทะเลอันดามันอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุมสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ (บรรยาย ไทย-อังกฤษ) หวังให้ครูสอนดำน้ำ นักดำน้ำ เยาวชนทั้งไทยและต่างชาติรับทราบข้อมูลการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน สำหรับวันที่ 29 ต.ค. 54 จัดกิจกรรมเก็บขยะใต้ทะเลที่ท่าเรืออ่าวฉลอง ตำบลราไวย์ โดยมีสมาคมดำน้ำทีดีเอแห่งประเทศไทยนำทีมสมาชิกและนักดำน้ำหัวใจอนุรักษ์ร่วมทำความสะอาดใต้ทะเลบริเวณอ่าวฉลอง และวันสุดท้าย 30 ต.ค. 54 จัดกิจกรรมสนุกสนานเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลองเพนท์ผ้าบาติกด้วยตัวเองที่อควาเรียมภูเก็ต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานภูเก็ต โทร 076-212213 นางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต กล่าวว่า โครงการหัวใจอนุรักษ์@ภูเก็ตจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาสภาพปะการังและทรัพยากรทางทะเลจังหวัดภูเก็ตและแถบอันดามันได้ถูกทำลายไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและจากฝีมือมนุษย์ ทุกภาคส่วน จึงควรร่วมมือกันอย่างจริงจังในการรักษาแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลให้ยั่งยืนต่อไป…. |
|
Posted 27th September 2011, by admin, and filed under Event & Calendar Phuket, Event Update, News Update, Phuket E-Magazine, Tourism Authority of Thailand, Tourist attractions in Phuket
ประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต เดิมประเพณีกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) ที่ชาวบ้านและชาวจีนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตเรียกกันว่า “เจี๊ยะฉ่าย” นั้น เป็นลัทธิเต๋าซึ่งนับถือบูชาเซียนเทวดา เทพเจ้า วีรบุรุษ เป็นประเพณีที่คนจีนนับถือมาช้านาน โดยเฉพาะคนจีนฮกเกี้ยน คำว่า “เจี๊ยะฉ่าย” (กินผัก) เป็นภาษาท้องถิ่น วันประกอบพิธีตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำ (เก้าโง้ยโฉ่ยอีดถึงโฉ่ยเก้า) ตามปฏิทินจีนของทุกๆปี ประเพณีเจี๊ยะฉ่าย ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกที่หมู่บ้าน ไล่ทู (ในทู) ซึ่งเป็นหมู่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ จังหวัดภูเก็ตในปัจจุบัน คนจีนเหล่านั้นได้อพยพเข้ามาทำเหมืองแร่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีการค้าขายแร่ดีบุกกับปอร์ตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น คนจีนเหล่านั้นได้หลั่งไหลเข้ามามากที่สุดก่อนปี พ.ศ.๒๓๖๘ คือหลังจากเมืองภูเก็ตและเมืองถลางถูกพม่ารุกรานเมื่อปี พ.ศ.๒๓๕๒ พลเมืองได้กระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ครั้นพระยาถลาง (เจิม)ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองถลาง และได้ตั้งเมืองภูเก็ตที่บ้านเก็ตโฮ่ ให้พระภูเก็ต (แก้ว) มาเป็นเจ้าเมือง (ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๘ -๒๔๐๐) พื้นที่รอบๆในทู (กะทู้) อุดมสมบรูณ์ไปด้วยแร่ดีบุก จึงทำให้คนจีนหลั่งไหล เข้ามาขุดแร่ดีบุกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนที่อพยพมาจากเมืองถลางเดิมที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป และที่อพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน,ซัวเถาและเอ้หมึง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยอาศัยเรือใบผ่านมาทางแหลมมาลายู เป็นต้น หมู่บ้านในทูในสมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ มีไข้ป่า ตลอดจนภยันตรายต่างๆ จากสัตว์ป่ามากมาย แต่ผู้คนและชาวจีนในหมู่บ้านในทูกลับเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก คนจีนที่อยู่ในทูสมัยนั้น มีความเชื่อและความศรัทธาในเรื่องเทพเจ้าประจำตระกูลหรือเทพเจ้าที่คุ้มครองประจำหมู่บ้าน เช่น เทพยดาฟ้าดิน เซียนต่างๆ รวมถึง บรรพบุรุษของตนเองมาก่อนแล้ว เมื่อมีเหตุเภทภัยเกินขึ้นจึงได้มีการอัญเชิญเทพเจ้าแต่ละพระองค์ที่ตนนับถือบูชากราบไหว้ให้มาคุ้มครองปกป้องรักษาตน หรือพวกพ้องที่ได้ทำมาหากินในท้องถิ่นที่ตนพำนักอาศัยให้คนเหล่านั้นอยู่ เย็นเป็นสุขโดยทั่วกันและความเชื่อนี้ยังคงยึดถือจนตราบเท่าทุกวันนี้ ต่อมาได้มีคณะงิ้ว หรือ เปะหยี่หี่ ที่ได้เดินทางมาจากประเทศจีนมาเปิดแสดงที่บ้านในทู คณะงิ้วนี้สามารถแสดงอยู่ได้ตลอดปี เนื่องจากเศรษฐกิจของชาวในทู กรรมกรจีน รวมถึงร้านค้า มีรายได้ดีมาก ในขณะนั้น ต่อมาปรากฏว่ามีตึกดิน ๒๖ หลัง และโรงร้าน ๑๑๒ หลัง จึงสามารถอุดหนุนงิ้วคณะนี้ได้ตลอดปี หลังจากคณะงิ้วได้เปิดทำการแสดงอยู่ที่บ้านในทูระยะหนึ่ง ได้เกิดมีการเจ็บป่วยเป็นไข้ และจากการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้คณะงิ้วนึกขึ้นได้ว่าพวกตนไม่ได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาทุกปีที่เมืองจีน และปรากฏมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอึ่งตี่ฮ่องเต้เป็นต้นมา จึงได้ปรึกษาหารือในหมู่คณะ และได้ตกลงกันประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้วนั่นเอง ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถลงเรือใบ หรือเรือสำเภาเดินทางกลับไปร่วมพิธีเจี๊ยะฉ่ายที่เมืองจีนได้ทันเพราะใกล้จะถึงวันประกอบพิธีแล้ว จึงได้ตกลงใจประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้วเพื่อ ขอขมาโทษด้วยสาเหตุต่างๆ ต่อมาโรคภัยไข้เจ็บก็หายไปหมดสิ้น รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่เคยเบียดเบียดชาวในทู ก็ลดลงด้วยเช่นกัน เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวในทูเป็นอันมาก จึงได้สอบถามจากคณะงิ้วและได้คำตอบว่าพวกเขาได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ เนื่องจากไม่มีผู้รู้และผู้ชำนาญในการจัดประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายโดยเพียงแต่สักการะบูชากราบไหว้ขอขมาโทษ ระลึกถึงกิ้วอ๋องเอี๋ยหรือ กิ้วอ๋องต่ายเต่หรือพระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์นั้นเอง คณะงิ้วยังได้แนะนำชาวจีนในทูต่อไปว่า การเชิญเทพเจ้ามาสักการบูชาเพื่อปกป้องตนเอง ครอบครัว และท้องถิ่น เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขตามที่ได้ปฏิบัติกันมาแล้ว เป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรจะเจี๊ยะฉ่ายถือศีลไปด้วย การเจี๊ยะฉ่ายไม่จำเป็นต้องปฏิบัติให้ครบทั้งเก้าวัน จะเจี๊ยะฉ่ายกี่วันก็ได้ตามแต่ศรัทธาและเหมาะสมของแต่ละครอบครัว ชาวในทูและคนจีนส่วนใหญ่มีความเชื่อและเลื่อมใสได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะงิ้ว โดยได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายในปีต่อมา ประเพณีเจี๊ยะฉ่ายของเมืองภูเก็ตได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ในทู (กะทู้) นั่นเอง ต่อมาจึงได้แพร่หลายออกไปตามสถานที่ต่างๆ หลังจากชาวจีนในทูได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายได้ประมาณ ๒-๓ ปี โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด ทำให้ชาวจีนที่มาอาศัยทำเหมืองแร่อยู่ตามดงตามป่ามีความเชื่อและศรัทธาเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น ก่อนคณะงิ้วจะย้ายไปทำการแสดงที่อื่น คณะงิ้วได้มอบรูปพระกิ้มซิ้น (เทวรูป),เล่าเอี๋ย (เตียนฮู้หง่วนโส่ย),ส่ามอ๋องฮู่อ๋องเอี๋ย, ส่ามไถ้จือ และได้ให้คำแนะนำแก่ชาวจีนเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมโดยย่อๆ ในครั้งนั้นด้วยในช่วงระยะที่ชาวจีนกำลังประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ที่ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏนามเคยอาศัยอยู่ที่มณฑลกังไส (กังไส คือ เจียงซี้ของประเทศจีนในปัจจุบัน) ได้เดินทางมาประกอบอาชีพในทู ได้เห็นการประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายของชาวจีนไม่ถูกต้องตามแบบฉบับของฉ้ายตึ้ง (ศาลเจ้าในมณฑลกังไส) จึงได้แจ้งให้ชาวจีนในทูทราบว่าตนยินดีรับอาสาเดินทางกลับไปมณฑลกังไสของประเทศจีน เพื่อไปเชี้ยเหี้ยวโห้ย (อัญเชิญธูปไฟ) และองค์ประกอบสำหรับพิธี แต่ไม่สามารถเดินทางไปได้เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ ชาวจีนในทูจึงได้ร่วมมือร่วมใจกันรวบรวมทุนทรัพย์ให้กับผู้รู้ท่านนี้ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปมณฑลกังไส อีก ๒-๓ ปีต่อมา ในระหว่างที่ชาวจีนในทูประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ จนถึงวันขึ้น ๗ ค่ำ (วันเก้าโง้ยโฉ่ยฉีด) ตามปฏิทินจีน เวลากลางคืน เรือใบจากประเทศจีนได้เดินทางมาถึงหัวท่าบ่างเหลียว (บางเหนียวในปัจจุบัน) ท่านผู้รู้ได้เดินทางกลับมากับเรือใบลำนี้ด้วยและได้ส่งคนมาแจ้งข่าวให้ชาวจีนในทูทราบว่า บัดนี้ตนได้เดินทางกลับจากประเทศจีนมาถึงหัวท่าบางเหลียวพร้อมเชี้ยเหี้ยวเอี้ยน (ผงธูป) มาด้วยแล้ว ขอให้คณะกรรมการกับผู้ที่ร่วมประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายไปต้อนรับที่หัวบ่างเหลียวในวันเก้าโง้ยโฉ่ยโป๊ยคือวันรุ่งขึ้น เหี้ยวโห้ย หรือ เหี้ยวเอี้ยนที่นำมาจากมณฑลกังไส ได้จุดปักไว้ในเหี้ยวหล๋อ(กระถางธูป) โดยจุดธูปให้ติดตลอดระยะทางมิให้ดับ นอกจากนี้ยังได้นำแก้ง(บทสวดมนต์,คัมภีร์,ตำราต่างๆ พร้อมทั้งป้ายชื่อเต้าโบ้เก้ง ป้ายติดหน้าอ๊ามฉ้ายตึ้ง) ปัจจุบันประเพณีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ของชาวภูเก็ตได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาทุกปีนับเวลาได้ หลายร้อยปีแล้วซึ่งถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามของชาวภูเก็ต |
|
Posted 27th September 2011, by admin, and filed under Event & Calendar Phuket, Event Update, News Update, Phuket E-Magazine, PHUKEt SHRINE, Tourism Authority of Thailand, Tourist attractions in Phuket
Phuket’s Vegetarian festival (or jia chai in local Hokkien Chinese dialect) began in 1825, when the governor of Thalang, Praya Jerm, moved the island’s principal town from Ta Reua in Thalang District to Get-Hoe in Kathu District, where were tin mines and Chinese miners. Kathu was then still covered by jungle and fever was rife. It happened that a traveling opera company (called ngiu in Thai or pua-hee in Hokkien dialect) came from China to perform for the miners. When the whole company grew sick from an unnamed malady, they kept to a vegetarian diet to honor two of the emperor gods, Kiew Ong Tai Teh and Yok Ong Sone Teh. The sickness afflicting the opera troupe then disappeared. This greatly interested the people of Kathu, who asked how it was done. The answer came that ritual vegetarianism with its attendant ceremonies had been the cause, with the result that people embraced the faith enthusiastically. Thus the festival began: starting the first evening of the ninth lunar month, it continued until the ninth evening; the aim was to bring good luck to individuals as well as to the community. It later happened that one familiar with the festival volunteered to return to Kansai, in China, where he invited the sacred Hiao Ho-le or Hiao lan (incense smoke) and Lian Tui (name plaques), which have the status of gods, to come stay in Kathu. He also brought holy writings used in the ceremonies, returning to Phuket on the seventh night of the ninth month. The people, upon hearing of his arrival, went in procession to Bang Niao Pier to bring him and his sacred cargo back. This was the origin of the processions that figure so greatly in the festival. The afternoon before the festival begins, a great pole at each temple is raised, called the Go Teng pole, with which the gods are invited to descend. At midnight the pole is hung with nine lanterns, signalizing the opening of the fest. Two important gods are also invited down at midnight to preside over ceremonies; these are Yok Ong Hong Tae and Kiew Ong Tai Tae. Aside from this, there are other ceremonies throughout the fest, notably: invocation of the gods Lam Tao, who keeps track of the living, and Pak Tao, who keeps track of the dead; processions of the gods’ images; and feats of the Ma Song-like bathing in hot oil, bladed ladder climbing and fire-walking. The festival ends with merit making ceremonies at each temple (sadoh kroh) and the send-off of the gods on the last night (when fireworks are at their most impressive). Ma Song, or entranced horses, are devotees whom the gods enter during the fest. They manifest supernatural powers and perform self-tortures in order to shift evil from individuals onto themselves, and to bring the community good luck. Ma Song fall into two categories: those who, having had an intimation of impending doom, want to extend their lives; and people specially chosen by the gods for their moral qualities. Throughout the festival fireworks and drums are sounded, especially during ceremonies. It is held that the louder they are the better, because the noise drives away evil spirits. Participants in the fest keep to a strict vegetarian diet for a varying number of days, usually no less than three. This they do to make themselves strong in mind and body; they refrain from all vice, eating animal flesh, and killing animals. The festival thus promotes good hygiene, brightness and inner peace. |
|
Posted 25th September 2011, by admin, and filed under Event & Calendar Phuket, Event Update, Hotel & Accommodation in Phuket, News Update, Phuket E-Magazine
Jungceylon and “I Love Phuket” บินสุดคุ้ม
ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต จัดโปรโมชั่นพิเศษ “I Love Phuket” สำหรับผู้โดยสารจากทุกสายการบินเส้นทางสู่ภูเก็ต เพียงแสดงตั๋วโดยสาร ณ เคาน์เตอร์ Tourist Privilege สามารถแลกรับของ ที่ระลึก พร้อมรับคูปองส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 50% จากร้านค้าแบรนด์ดังภายในศูนย์การค้าที่ร่วมรายการ นอกจากนี้ เมื่อช้อปครบทุก 3,000 บาท สามารถแลกรับกระเป๋าช้อปปิ้งสุดเก๋ “I Love Phuket” ฟรีอีกด้วย เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 076-600-111 |









